พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป
4.33
4

Editor Rating

ความน่าสนใจ:
การเดินทาง:
อาหาร:

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป

ชื่อพิพิธภัณฑ์ : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป
ที่ตั้ง : ถนนเจ้าฟ้า แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
เวลาเปิด/ปิด : พุธ – อาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.00 น.
ช่องทางการติดต่อ : โทร 02 - 2812224
E-mail
Website http://ngbangkok.wordpress.com/
Facebook www.facebook/TheNationalGalleryBangkok
การเดินทาง : รถเมล์ทางถนนพระอาทิตย์ สาย 6, 9, 15, 19, 30, 32, 33, 53, 64, 65
ค่าเข้าชม : นักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ เข้าชมฟรี/บุคคลทั่วไป 30 บาท/ชาวต่างชาติ 200 บาท

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อนี้มาบ้าง แต่อาจไม่รู้ว่าพิพิธภัณฑ์นี้มีอะไรที่น่าสนใจ และเก็บรวบรวมอะไรบ้าง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ตั้งอยู่ถนนเจ้าฟ้าใกล้กับสนามหลวงนั่นเอง หลายคนที่ผ่านไปมาอาจสังเกตไม่เห็นเพราะป้ายมีต้นไม้บังอยู่ และทางเข้าค่อนข้างเล็ก

ในการเดินทางมายังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลปก็ไม่ยาก เพราะมีรถเมล์หลายสายผ่าน และยังสามารถเดินทางมาโดยเรือได้ด้วย แต่ในครั้งนี้เราออกเดินทางจากแยกโชคชัย 4 มายังพิพิธภัณฑ์โดยรถแท็กซี่เพราะว่ามากัน 2 คน สามารถหารค่ารถกันได้ โดยค่ารถอยู่ที่ประมาณ 115 บาท เมื่อมาถึงแล้วก็เดินไปยังทางเข้าเพื่อติดต่อขอเข้าชมและฝากกระเป๋า ในการเข้าชมไม่อนุญาตให้นำน้ำหรือเครื่องดื่มเข้าไปได้ และในบริเวณตึกที่เราเข้ามานั้นจะไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป แต่ตึกที่อยู่ด้านหลังสามารถถ่ายรูปได้ตามอัธยาศัย


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป จะแบ่งนิทรรศการออกเป็นสองส่วน คือ นิทรรศการถาวรและนิทรรศการหมุนเวียน ในส่วนของนิทรรศการถาวร จะประกอบด้วยห้องแสดงจิตรกรรมไทย ห้องแสดงศิลปะไทยแบบตะวันตก ห้องจัดแสดงศิลปะตั้งแต่พ.ศ. 2475 – ปัจจุบัน และห้องเฉลิมพระเกียรติ

 

โดยนิทรรศการถาวรนั้นเนื้อหาส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องวิวัฒนาการของภาพวาดไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีการนำภาพจริงที่วาดโดยศิลปินไทยและตะวันตกที่มีชื่อเสียงในอดีตมาจัดแสดงในรูปแบบของทามไลน์เพื่อแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของการวาดภาพ จากการใช้สีฝุ่นเป็นสีน้ำ จากภาพวาดที่มีองค์ประกอบไม่สมบูรณ์ไปจนถึงภาพวาดที่มีความลึกตื้นมีมิติ


ในส่วนนิทรรศการหมุนเวียน จะจัดแสดงผลงานศิลปะของนักศึกษา นิสิต อาจารย์ และบุคคลทั่วไป ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ผู้ที่สนใจสามารถส่งเรื่องไปยังพิพิธภัณฑ์ได้ โดยในขั้นตอนการคัดเลือกจะมีคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติก่อน นิทรรศการหมุนเวียนจะจัดแสดงประมาณเดือนละ 2 ครั้ง ในส่วนของอาคารจัดแสดงจะอยู่ด้านหลังของอาคารนิทรรศการถาวร


Highlight
นอกจากการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป จะได้รับความรู้เกี่ยวกับกับศิลปะไทยแล้ว ยังได้ทราบเกี่ยวกับประวัติของพิพิธภัณฑ์ด้วย กล่าวคือ ในอดีตพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นโรงผลิตเหรียญกษาปณ์ ชื่อว่า “โรงกษาปณ์สิทธิการ” ซึ่งก่อสร้างตามรูปแบบโรงงานเครื่องจักรที่เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ แต่ต่อมาได้ปิดตัวลง แล้วถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน ในการมาพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงเหมือนเป็นการมาศึกษาโครงสร้างสถาปัตยกรรมในตัว ทั้งยังสามารถเห็นแท็งก์น้ำที่ใช้ในโรงกษาปณ์สมัยก่อน ซึ่งมีลักษณะคล้ายหอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศสด้วย

ข้อดี : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป มีพื้นที่ค่อนข้างมาก บรรยากาศสบายๆ ผ่อนคลาย มีพื้นที่ให้นั่งเล่นพักผ่อน เจ้าหน้าที่ดูแลและให้การต้อนรับเป็นอย่างดี มีร้านกาแฟด้วย

ข้อเสีย : ในการรับชมนิทรรศการนั้น ส่วนตัวเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องมีคนนำชม เนื่องจากงานศิลปะแต่ละชิ้นไม่มีป้ายบอกรายละเอียด หรือแนวคิดสำคัญ

 

ร้านของกินบริเวณใกล้เคียง
เมื่อเดินชมพิพิธภัณฑ์เสร็จแล้ว ท้องเริ่มร้องแล้ว ได้เวลามาหาของกินอร่อย ๆ เดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์ทางขวามือไม่กี่นาทีก็มาเจอร้านอาหารเกาหลีชื่อว่า DDM House เราไม่รอช้า รีบตรงเข้าไปเลย บรรยากาศร้านค่อนข้างมืดมีไฟสีแดงกับสีเขียนสลัว ๆ ให้บรรยากาศแปลก ๆ แต่ก็ไม่เป็นไร เราหิวเลยรีบนั่ง รีบสั่ง แล้วก็สั่งอาหาร 2 เมนูคือ ข้าวผัดกิมจิกับข้าวยำเกากลี หน้าตาหน้าทานมาก ร้านเป็นของคนเกาหลีเองเลย คนทำก็รู้สึกว่าจะเป็นคนเกาหลีด้วย แล้วอีกอย่างคือที่นี่เป็นโฮสเทลด้วย

สำหรับรสชาติอาหาร สำหรับเราก็โอเคนะ พอกินได้ แต่ข้าวยำจะเค็มไปนิด ๆ ส่วนกิมจิรู้สึกว่ายังดองได้ไม่เต็มที่ทำให้รสชาติแปลก ๆ โดยรวมก็ไม่ได้แย่ มื้อนี้หมดไป 270 บาท
กินเสร็จแล้วเวลายังเหลือ เราเลยไปต่อกันที่วังหลังเพื่อตามหาโรตีและชาชัก จากพิพิธภัณฑ์มาที่วังหลังไม่ไกลมาก โดยเดินหรือนั่งรถเมล์มาที่ท่าพระจันทร์ แล้วจากนั้นสามารถเดินทางไปวังหลังได้ โดยเรือใช้ข้ามฟากราคา 3.50 บาทต่อเที่ยว


พอมาถึงแล้วก็เจอร้านเลย ร้านชื่อว่า อันวาชาชัก ยะห์หยาโรตี อร่อยมาก โรตีเหนียวหนานุ่น หวานหอมอร่อย แต่ชาชักหวานไปนิด ราคาอยู่ที่ 10 – 60 บาท โรตีหนานุ่ม 20 บาท โรตีหนานุ่มอยู่ที่ราคา 25 บาท ชาชักแก้วเล็ก 25 บาท

สรุปค่าใช้จ่าย
ค่าแท็กซี่ 115 บาท ค่าเรือ 14 บาท ค่าอาหาร 320 บาท หาร 2 เหลือคนละ 160 บาท

1 Comment

  1. Pingback: เวธกา วรรณทวี & ศรสวรรค์ สาคร – GLAMSBKK

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *