พิพิธภัณฑ์ศิริราช

พิพิธภัณฑ์ศิริราช

พิพิธภัณฑ์ศิริราช
4.67
5

Editor Rating

ความน่าสนใจ:
การเดินทาง:
อาหาร:

พิพิธภัณฑ์ศิริราช

พิพิธภัณฑ์ศิริราช

ที่ตั้ง 2 ถนนวังหลัง แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ
ช่องทางการติดต่อ เว็บไซต์ http://www.si.mahidol.ac.th/museums/
เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/siriraj.museum/
โทรศัพท์ 02-419-2601, 02-419-2618 ต่อ 19
โทรสาร 02-411-0166

การเดินทาง รถประจำทางสาย 57, 81, 146, 149 และ 157
หรือ ใช้บริการเรือด่วนเจ้าพระยา ลงที่ท่ารถไฟ
หรือ ใช้บริการเรือข้ามฟากท่าพระจันทร์-วังหลัง, ท่าพระจันทร์-รถไฟ, ท่าช้าง-วังหลัง
ค่าเดินทาง เราใช้วิธีขึ้นบีทีเอสมาลงสถานีสะพานตากสิน (37 บาท) แล้วต่อเรือด่วนเจ้าพระยา ธงส้ม (15 บาทตลอดสาย) รวม 52 บาท ไปกลับ 104 บาท
วันเวลาทำการ 10.00-17.00 เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์
พิพิธภัณฑ์และห้องปฏิบัติการเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ สุด แสงวิเชียร ปิดให้บริการวันเสาร์-อาทิตย์ วันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์

ค่าเข้าชม

ผู้เข้าชม ราคาบัตรเดียวเที่ยว

1 พิพิธภัณฑ์

ราคาบัตรเดียวเที่ยว

2 พิพิธภัณฑ์

ชาวต่างชาติ

(สูง 120 ซม.ขึ้นไป)

200 300

ชาวไทย

(อายุ 18 ปีขึ้นไป)

80 150

เด็กไทยและต่างชาติ

(อายุต่ำกว่า 18 ปี)

25 50
เด็กไทยและต่างชาติ

(สูงไม่เกิน 120 ซม.)

ฟรี

พิพิธภัณฑ์ศิริราชมีทั้งหมด 2 พิพิธภัณฑ์ คือ พิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช และ พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน

พิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช
พิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพต่าง ๆ โดยมีทั้งหมด 5 แห่ง คือ
1. พิพิธภัณฑ์พยาธิวิทยาเอลลิส 2. พิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์ สงกรานต์ นิยมเสน 3. พิพิธภัณฑ์ปรสิตวิทยา
3 แห่งนี้อยู่ที่ตึกอดุลยเดชวิกรมชั้น 2

 


เมื่อเดินเข้ามาในโรงพยาบาลศิริราช เพียงมองตามกำแพงตึกต่าง ๆ ก็จะเห็นป้ายบอกทางมายังพิพิธภัณฑ์เต็มไปหมด รับรองว่าไม่หลงแน่นอน

 

 
หากเข้ามาจากประตูฝั่งตลาดวังหลังก็จะพบกับพิพิธภัณฑ์แห่งที่ 4 พิพิธภัณฑ์กายวิภาค-คองดอน และ แห่งที่ 5 พิพิธภัณฑ์และห้องปฏิบัติการเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ สุด แสงวิเชียร (ปิดวันอังคาร เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ก่อน ซึ่งอยู่ที่ตึกกายวิภาคชั้น 1 และ 3


ด้านข้างตึกกายวิภาคคือหอสมุดศิริราช

ตอนแรกเผลอเข้าไปในตัวตึกแล้ว แต่เจ้าหน้าที่บอกก่อนว่าต้องไปซื้อตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่ตึกอดุลยเดชวิกรม เราก็เลยต้องเดินตามป้ายไปต่อ

 

 

ในที่สุดเราก็มาถึงตึกอดุลยเดชวิกรม

เห็นป้ายข้างหน้าบอกว่าบุคคลภายนอกให้แลกบัตรก่อนเข้า แต่พอบอกยามว่ามาพิพิธภัณฑ์ ยามก็บอกว่าให้ขึ้นไปเลย โดยไม่ต้องแลกบัตร เราก็เดินขึ้นไปแบบงง ๆ นิด ๆ ถึงชั้น 2 เลี้ยวขวา แล้วก็เลี้ยวขวาอีกครั้ง ก็จะเจอกับเคาน์เตอร์ขายตั๋ว

 

ข้าง ๆ กันมีร้านกาแฟอยู่ด้วย

พี่เจ้าหน้าที่ต้อนรับดีมาก พอมาถึงเขาก็จะกางคู่มือนำชมให้ดู และอธิบาย ๆ เรื่องค่าเข้าชม ที่ไหนจัดแสดงอะไร มีทั้งแบบดูที่เดียวและดูทั้งสองที่ ตัดสินใจซื้อแบบสองที่ ไหน ๆ มาแล้วก็ต้องดูให้คุ้มสิ! (คิดแบบนั้นทำให้ดูนิทรรศการที่จัดแสดงที่ตึกนี้นานไปหน่อย ทำให้ไม่ทันไปดูที่ตึกกายวิภาค และทันดูที่พิมุขสถานแค่แปบเดียว orz อ้อ ที่การแพทย์เขาห้ามถ่ายรูปแต่พิมุขฯ ถ่ายได้ยกเว้นห้องศาสตราวุธ ไว้จะอธิบายที่หลัง)

 

ตั๋ว ไม่รู้ทำไมแต่ช่วงนี้น่าจะขายราคาพิเศษ เหลือ 100 จาก 150

พอซื้อตั๋วเสร็จพี่เขาก็ยื่นกุญแจล็อกเกอร์ให้ พร้อมบอกให้ฝากกระเป๋าไว้ในล็อกเกอร์ก่อนเข้าชม

 

หลังจากนี้ห้ามถ่ายรูปแล้ว
ห้องแรกที่เข้าไปคือ พิพิธภัณฑ์พยาธิวิทยาเอลลิส แบ่งได้ 4 ส่วน ด้านหน้าจะเป็นส่วนจัดแสดงห้องปฏิบัติการทางพยาธิวิทยาในอดีต ใช้หุ่นจำลองจัดท่าทางเหมือนกำลังทำวิจัยโดยมีกระจกใสคั่นกลางระหว่างผู้เข้าชมกับหุ่น เหมือนว่าเรากำลังมาแอบดูเขาวิจัยเลย และตรงกระจกก็มีจุดดำ ๆ พร้อมข้อความกำกับว่าใช้สำหรับเครื่องเล่นออดิโอไกด์ mp3 โดยเครื่องออดิโอนั้นขอได้จากเจ้าหน้าที่ วิธีใช้ก็คือ นำเครื่องออดิโอไปจ่อเข้ากับจุดดำนี้ (ซึ่งจะมีอยู่ทั่วทั้งพิพิธภัณฑ์) แล้วเครื่องก็จะบรรยายให้ความรู้เราตามจุดที่เรานำไปจ่อ มีข้อเสียตรงที่เครื่องนี้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ

ส่วนที่ 2 คิดว่าน่าจะเป็นไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์พยาธิวิทยานี้ นั่นก็คือ...
เด็กดองงง
เด็กทารกน้อย ๆ ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือไปแค่นิดหน่อย หลับตาพริ้มยืนอยู่ใต้น้ำสีเหลืองใสในกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า เส้นผมเล็ก ๆ ทั่วศีรษะชี้โด่เด่สงบนิ่ง มีฟองอากาศฟองจิ๋ว ๆ จับอยู่ทั่ว บริเวณท้องของบางคนปรากฎด้ายเส้นสั้น ๆ เรียงตัวทาบทับรอยแผลเพื่อให้ผิวหนังแนบสนิทกันแต่บนใบหน้าไม่มีความเจ็บปวดใดหลงเหลืออยู่แล้ว
เป็นส่วนจัดแสดงพัฒนาการของทารก และความพิการของทารกในครรภ์ ทั้งเด็กแฝดตัวติดกัน หัวติดกัน เด็กสมองโต เด็กดักแด้ เด็กตาเดียว (Cyclopia) ส่วนใหญ่เราเคยรู้จักความผิดปกติพวกนี้มาก่อน แต่มีอยู่อันหนึ่งที่ไม่เคยเจอ ก็คือ

Anencephaly - เด็กที่เกิดมาจะไม่มีโครงสร้างบริเวณศีรษะ ทั้งสมอง กะโหลก และหนังศีรษะ สาเหตุเกิดจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการขาดกรดโฟลิคในมารดา
ส่วนที่ 3 เป็นห้องมะเร็ง มีทั้งมะเร็งปากมดลูก เต้านม ต่อมลูกหมาก ตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก สมอง เม็ดเลือดขาว (มีกล้องจุลทรรศน์ตั้งไว้ให้ส่องดูความแตกต่างของเซลล์เม็ดเลือดขาวปกติกับเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เป็นมะเร็งด้วย เซลล์ปกติจะขาวโพลน ส่วนเซลล์มะเร็งจะมีจุดม่วง ๆ (น่าเป็นสีของสีย้อม) กระจายตัวอยู่ทั่วแทน) แต่ละมะเร็งก็จะมีอวัยวะที่เป็นมะเร็งนั้นมาจัดแสดงให้ดู

 

ภาพข้างบนคืออุปกรณ์ตรวจภายในเพื่อหามะเร็งปากมดลูก

 

 

ส่วนสุดท้ายเป็นห้องหัวใจ ช่องที่เดินเข้ามาก็คืออุโมงค์หลอดเลือด

ในห้องนี้ก็จะมีความผิดปกติของหัวใจรูปแบบต่าง ๆ มาให้ดู มีวิดีโอในหลวงรัชกาลที่ 9 อธิบายเรื่องโรคหัวใจฉายให้ดูด้วย

 

หัวใจที่ดึงเอาแต่เส้นเลือดออกมาแสดงให้ดู 0[]0 คนทำนี่เจ๋งมาก

ระหว่างเดิน ๆ ดูอยู่ก็ได้ยินเสียงคนพูดบรรยาย หันไปดู เห็นเป็นนักศึกษาแพทย์มาอธิบายส่วนต่าง ๆ ให้เด็กกลุ่มหนึ่งฟัง ดูเหมือนว่าจะมีเวลาเป็นช่วง ๆ ที่นักศึกษาแพทย์จะมาบรรยายให้ผู้เข้าชมฟัง ถ้าโชคดีก็อาจจะมาทันฟังกันก็ได้นะ

เมื่อดูส่วนนี้เสร็จก็ไปห้องที่สองซึ่งเดินออกมาก็อยู่ทางซ้ายมือเลย คือ พิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์ สงกรานต์ นิยมเสน
พอเดินเข้าห้องมา ทางขวามือก็เป็นตู้ที่เรียงรายไปด้วยกระดูกคน
ตรงกลางเป็นกะโหลก กะโหลกปกติ กะโหลกถูกของแข็งทุบ ถูกยิง ถูกไฟไหม้
ข้างบนเป็นภาพรอยแผลต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นแผลถูกแทง ถูกยิง ระยะใกล้-ไกล โดยลูกซอง .38 หรือลูกปราย รอยไฟช็อตสีดำพาดผ่านโหนกมือใกล้ข้อพับข้อแรกของนิ้วสี่นิ้ว รอยกรีดข้อมือที่เห็นเป็นรอยทรงวงรีปลายแหลมเล็ก ใหญ่ 6-7 รอย ไล่ลงมาตามข้อมือประมาณ 1 นิ้ว ภาพสภาพที่ถูกรถทับ โดนระเบิด หรือรอยแปลก ๆ อย่าง รอยถูกใบจักรใบพัดเรือฟันในน้ำ
ข้างล่างเป็นกระดูกในร่างกายทั้งซี่โครง กระดูกแขน ขา หรือกระดูกสันหลังที่หลุดออกมาเป็นข้อ ๆ
ด้านซ้ายเป็นบอร์ดให้ความรู้เรื่องสึนามิ บาดแผลที่เกิดจากสึนามิ ส่วนใหญ่คือแผลที่เกิดจากการถูกคลื่นซัดไปกระแทกหรือบาดกับสิ่งต่าง ๆ การจำลองฉากเจ้าหน้าที่เข้าตรวจอัตลักษณ์ผู้ตายโดยใช้หุ่นจัดแสดง และจำลองบาดแผลต่าง ๆ ที่ทีมแพทย์พบในตอนที่เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งแผลที่เป็นหนอง แผลสกปรกจากทรายเข้าไปฝังตัวในแผล
มีการฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับตอนที่ทีมแพทย์และทีมนิติเวชจากศิริราชเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วย

ถัดไปเป็นส่วนเล็ก ๆ จัดแสดงวิธีในการยืนยันตัวบุคคลผู้ตาย โดยวิเคราะห์จากรอยสัก ข้อมูลทางทันตกรรม ลายนิ้วมือ และรหัสพันธุกรรม
ต่อไปน่าจะเป็นไฮไลท์ของนิติเวชนี้ เพราะเห็นโฆษณาตั้งแต่ทางเข้าว่า “ซีอุยอยู่ข้างใน” ซึ่งซีอุยที่ว่าคือมัมมี่นายซีอุย แซ่อึ้ง ผู้ก่อเหตุลักพาตัวเด็กไปฆ่าเพื่อกินหัวใจกับตับนั่นเอง เป็นมัมมี่ตัวสีน้ำตาลดำยืนล้มพิงผนังตู้ไม้ที่ใช้จัดแสดง นอกจากนี้ก็มีมัมมี่นักโทษประหารคดีข่มขืนแล้วฆ่า กับตู้ที่โชว์วัตถุพยานจากคดีนวลฉวี เป็นเสื้อผ้าของผู้หญิง คาดว่าเป็นของนวลฉวีนั่นเอง มีประวัติติดอยู่ด้านหลังตู้ของซีอุยแค่คนเดียว ส่วนคนอื่นก็ไม่รู้ว่าคดีฆ่าข่มขืนที่ว่านั้นความเป็นมาอย่างไร ส่วนตัวค่อนข้างผิดหวัง เพราะนึกว่าจะได้เห็นอะไรมากกว่านี้อย่างฉากจำลองตอนซีอุยฆ่าเด็ก และไม่เข้าใจว่าการโชว์มัมมี่นักโทษประหารที่เราไม่รู้ที่มาจะให้ประโยชน์อะไร

นอกจากนี้ก็มีการจัดแสดงเครื่องมือบางชนิดที่ใช้ในการชันสูตรพระบรมศพของรัชกาลที่ 8 และการทดลองยิงศพเพื่อเทียบตำแหน่งการยิงกับรอยกระสุน ส่วนที่เหลือก็เป็นสมองที่ถูกกระสุนทะลุ เด็กดอง กะโหลก มีให้ดูเยอะจนเบื่อเลย
ส่วนสุดท้ายของห้อง เป็นส่วนเปิดใหม่เรียกว่าพิพิธภัณฑ์สัมผัส เป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับผู้พิการทางสายตา สำหรับคนปกติมีผ้าปิดตาให้ วิธีเล่นคือ เดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเป็นรูปเกือกม้า จะมีฐานอยู่ประมาณ 8-9 ฐาน ขณะที่เข้าไปสัมผัสแต่ละฐานก็จะได้ฟังบรรยายจากวีดิทัศน์ที่มีเตรียมไว้ให้ด้วย ซึ่งตัววีดิทัศน์มีซับไตเติ้ลสำหรับคนปกติ และภาษามือสำหรับคนหูหนวกด้วย ตัวอย่างของที่ให้สัมผัสก็มี แบบจำลองวัดอรุณ ยักษ์วัดแจ้ง-วัดโพธิ์ ท่าฤาษีดัดตน สมุนไพร 5 อย่างซึ่งนอกจากสัมผัสแล้วผู้เล่นยังดมกลิ่นหรือชิมรสได้อีกด้วย เป็นต้น
ออกมานอกห้องเพื่อไปห้องถัดไปก็สังเกตเห็นกล่องรับบริจาคเงินบำรุงพิพิธภัณฑ์ที่วัดความนิยมของพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งไปได้ด้วย แม้ว่าไม่น่าจะแม่นเท่าไหร่ เป็นไอเดียที่เจ๋งดี

 


1 บาท 1 คะแนน โหวตพิพิธภัณฑ์ในดวงใจ

พิพิธภัณฑ์แห่งที่ 3 (อยู่ห้องข้างกันเลย) คือ พิพิธภัณฑ์ปรสิตวิทยา เข้าห้องมาก็ประเดิมด้วยบูธจัดแสดงซาชิมิ หรือ ปลาดิบที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง

 

ธงป้ายร้านกลายเป็นธงให้ความรู้เรื่องพยาธิที่อยู่ในปลาดิบ ที่แม้จะเป็นปลาทะเลแต่ก็ยังคงมีพยาธิซึ่งก็คือ พยาธิอะนิซาคิส (Anisakis simplex) ที่ปากมีหนามขนาดเล็กสามารถชอนไชในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ ทำให้เกิดแผลขนาดเล็กและอาจทำให้มีเลือดออกในกระเพาะได้ ไม่มียารักษา แต่จากการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นพบว่า วาซาบิมีฤทธิ์ฆ่าพยาธิตัวนี้ แต่ขนาดและปริมาณยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา

 

เดินเข้าไปข้างในใช้การจัดตกแต่งเป็นร้านอาหารชื่อร้าน ปรสิต แซ่บนัว มีเมนูอาหารได้แก่
ก้อยดิบเนื้อ/หมู ฟรี พยาธิตัวตืด
ส้มตำปลาร้า ฟรี พยาธิใบไม้ตับ
ยำหอยโข่ง ฟรี พยาธิหอยโข่ง
.
.
.
โปรโมชั่น ผักสดล้างไม่สะอาด แถมฟรี ไข่พยาธิหลากหลายชนิด

ในร้านยังมีการฉายภาพยนตร์เก่าอีกด้วย ในตอนที่ไปถึงกำลังฉายเรื่องบ้านผีปอบ
ถัดไปเป็นการจัดแสดงเรื่องโรคเท้าช้าง ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากพยาธิ มีอัณฑะของผู้ป่วยโรคเท้าช้างดองโชว์อยู่ ขนาดใหญ่กว่าแฟ้มอีก 0[]0 และมีการใช้หุ่นจำลองผู้ป่วยโรคเท้าช้างทั้งคนที่ขาบวมและอัณฑะบวม
ส่วนสุดท้ายจัดแสดงสัตว์มีพิษ ได้แก่ ตะขาบ แมงมุม มด หนอนบุ้ง ผึ้ง ต่อ ซึ่งจัดในรูปของสัตว์จำลองในตู้กระจกพร้อมคำอธิบายลักษณะของสัตว์และความอันตราย
จบของตึกอดุลยเดชวิกรม สำหรับตึกกายวิภาคเวลาไม่พอ ไปดูไม่ทัน

พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน
เป็นแหล่งเรียนรู้การกำเนิดโรงพยาบาลศิริราช โดยได้มีการรวบรวมประวัติศาสตร์การแพทย์ การก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราชและโรงเรียนแพทย์แห่งแรก มีการบอกเล่าเรื่องราวของโรงเรียนแพทย์ในยุคแรก ที่จะต้องเรียนรู้ผ่าน “หุ่นกายวิภาคมนุษย์” ที่ทำมาจากเยื่อกระดาษ และยังเล่าเรื่องราวของพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน และการสาธารณสุขของไทย มีการจัดแสดงให้เหมือนกับห้องตรวจโรคผู้ป่วย และได้ลองเป็นคุณหมอฟังเสียงปอด เสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะต่างๆ เพื่อการวิเคราะห์โรค การจำลองการผ่าตัดแบบย้อนยุคในห้องจำลอง

 


ภาพข้างบนคือหุ่นจำลองร่างกายคนที่ใช้เรียนในวิชากายวิภาคศาสตร์เมื่อร้อยปีก่อน


การผ่าตัด


ธงที่ระลึกวันมหิดล
ทำขึ้นเพื่อสมนาคุณผู้ที่บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ของโรงพยาบาลศิริราช

การพัฒนาวิทยาการแพทย์ของโรงพยาบาลศิริราชทั้งแผนปัจจุบันและแผนไทย มีการแสดงเรื่องราวการแพทย์จากมุมมองของแพทย์แผนตะวันตกและแพทย์แผนไทยว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร และยังมีการจำลอง “ร้านโอสถวัฒนา” ร้านยาสมุนไพรไทยมาให้ชมกันด้วย

ประวัติศาสตร์และโบราณคดีของพื้นที่วังหลัง-บางกอกน้อยตั้งแต่สมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ แสดงผ่านหลักฐานสำคัญ เช่น ศาสตราวุธของกรมพระราชวังหลัง ฐานป้อมพระราชวังหลัง เรือไม้ขนาดใหญ่ เครื่องถ้วยโบราณ ฯลฯ โรงภาพยนตร์ 4D และเรียนรู้วัฒนธรรมผ่านวิถีชีวิตชุมชนจำลอง

 

บริเวณรอบพิพิธภัณฑ์ก็สวยงามไม่แพ้กัน


ภาพข้างบนคือพลับพลาสยามินทราศิริราชานุสรณีย์

หลังจากเดินถ่ายรูปจนถึงวินาทีสุดท้ายที่พิพิธภัณฑ์ปิดก็เริ่มหิวกันแล้ว แถวนี้อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ มีตลาดวังหลังอยู่หน้าโรงพยาบาล และเมื่อมาถึงวังหลังทั้งที่ก็ต้องลองซูชิวังหลังชื่อดังสักหน่อย ซึ่งร้านก็หาไม่อยาก ออกจากหน้าโรงพยาบาลมา เข้าซอยที่ด้านหน้าขายลูกชิ้นปลาทอด เดินตรงมาเรื่อย ๆ ไม่กี่สิบเมตรก็จะถึงที่หมาย นั่นก็คือ ร้านอรทัยซูชิวังหลัง

นอกจากซูชิก็ยังมีปลาดิบ สลัด และอาหารญี่ปุ่นอีกมากมายให้เลือกทานกัน ระหว่างดูเมนูที่เป็นปลาดิบก็นึกไปถึงพิพิธภัณฑ์พยาธิวิทยาเรื่องพยาธิในปลาดิบ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความอยากอาหารลดลงเลยสักนิด กินวาซาบิเข้าไปฆ่ามันก็ได้ (ฮา)
สั่งอาหารไป คุยเล่นกันไปสักพักอาหารก็มา ตอนที่ไปนั่งกินคนเต็มเกือบทุกโต๊ะ


ซูชิเซต b + เกี๊ยวซ่า + ซุปมิโสะ

ไม่อิ่ม สั่งเพิ่ม


ทาโกยากิรวมไส้ มีปลาหมึก กุ้ง แซลม่อน ปูอัด น้ำซอสราดอร่อยมากกกกก

กินเสร็จ ประมาณเกือบ 1 ทุ่ม พนักงานเริ่มเก็บร้านกันพอดี

ข้อคิดเห็น พิพิธภัณฑ์มีส่วนจัดแสดงอยู่หลายส่วน แม้จะไม่ไกลกันมากนัก หากแค่เดินชมหนึ่งวันก็น่าจะเพียงพอ แต่หากต้องการความรู้อาจจะไม่สามารถดูได้ทั่วในวันเดียว ถึงแม้ที่พิพิธภัณฑ์การแพทย์ฯ จะไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป แต่ที่พิพิธภัณฑ์พิมุขสถานอนุญาต (ยกเว้นห้องศาสตราวุธ) และมีมุมถ่ายรูปสวย ๆ เยอะมาก ทั้งด้านในและนอกพิพิธภัณฑ์ ค่าเข้าชมไม่แพงมาก มีตลาดวังหลังอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งมีของกินให้เลือกหลากหลายและราคาไม่แพงมาก เดินทางไม่ลำบากแต่ค่าเดินทางค่อนข้างสูงหากจะเดินทางโดยบีทีเอส แต่สามารถลดได้โดยการนั่งรถตู้หรือรถเมล์แทนเพื่อมาต่อเรือ

บริการ 1.บริการฝากของในล็อกเกอร์ฟรี
2.บริการเครื่องเล่นออดิโอไกด์ mp3
บริเวณใกล้เคียง
1.โรงพยาบาลศิริราช
2.ตลาดวังหลัง
3.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ท่าพระจันทร์
ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ค่าเดินทาง 104 ค่าอาหาร(รวมกัน 3 คน คนละ) 100 บาท ค่าเข้าชม(ตั๋วรวม ราคาพิเศษ) 100 บาท รวม 304 บาท

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *